|
ในช่วงปี 2569 ภาพรวมสินเชื่อธุรกิจไทยยังอยู่ในโหมด “คัดกรองมากขึ้น” จากต้นทุนความเสี่ยงด้านเครดิตและความระมัดระวังของสถาบันการเงิน โดยเฉพาะฝั่ง SMEs ที่ถูกระบุว่าหดตัวต่อเนื่องหลายไตรมาส ทำให้ผู้ประกอบการจำนวนไม่น้อยต้องกลับมาทบทวนว่า หากต้องการ เงินทุน เพื่อขยายกิจการหรือเสริม เงินทุนหมุนเวียน ทางเลือกไหน “คุ้ม” และ “ผ่านเกณฑ์” ได้จริง หนึ่งในเครื่องมือที่ยังมีบทบาทสูงคือ สินเชื่อแบบมีหลักประกัน เพราะช่วยเพิ่มโอกาสอนุมัติ วงเงินสัมพันธ์กับทรัพย์ และมักบริหารต้นทุนดอกเบี้ยได้ใกล้เคียงความจริงกว่าเมื่อเทียบกับสินเชื่อที่ไม่ใช้ทรัพย์ค้ำในหลายกรณี
แต่คำถามสำคัญกว่า “ขอกู้ได้ไหม” คือ “ธุรกิจของเราควรใช้สินเชื่อแบบมีหลักประกันหรือไม่” เพราะการผูกทรัพย์เป็นการตัดสินใจระยะกลาง–ยาว มีทั้งค่าใช้จ่ายเรื่องการประเมินหลักทรัพย์ นิติกรรม และภาระผูกพันที่ต้องบริหารอย่างมีวินัย หากเลือกไม่ตรงโจทย์ เงินที่ได้อาจไม่ช่วยให้ธุรกิจเดินเร็วขึ้น แต่อาจกลายเป็นภาระต้นทุนทางการเงินที่กดกำไรในระยะยาว
บทความหลักของ EasyCashFlows ให้ “เกณฑ์ธุรกิจแบบไหนเหมาะ” ไว้ชัดเจน 4 ประเด็น ได้แก่ (1) ต้องการเงินลงทุนหรือเงินหมุน “ก้อนใหญ่” เพื่อขยายไลน์ผลิต รับงานโรงงาน หรือรีโนเวต (2) มีทรัพย์ที่ตีมูลค่าได้ชัดและเอกสารครบ (3) ต้องการต้นทุนทางการเงินที่เสถียร และผ่อนตามแผนระยะกลาง–ยาว และ (4) ผู้ประกอบการที่ต้องการดอกเบี้ยต่ำกว่าและวงเงินสัมพันธ์กับทรัพย์
จากแกนนี้ เราสามารถขยายให้เห็นภาพเชิงปฏิบัติได้ว่า “ธุรกิจแบบไหนเหมาะจริง” และ “เหมาะเพราะอะไร” ดังต่อไปนี้
1) ธุรกิจที่มีแผนลงทุนชัด และเงินก้อนมี “งานรองรับ” มากกว่าเงินหมุนแก้ปัญหาเฉพาะหน้า
สินเชื่อแบบมีหลักประกันเหมาะมากเมื่อ “เงินก้อน” ถูกใช้ไปกับสิ่งที่สร้างรายได้หรือเพิ่มประสิทธิภาพชัดเจน เช่น ขยายกำลังการผลิต เพิ่มเครื่องจักร ปรับปรุงสถานที่ เปิดสาขา หรือรับงานโครงการที่ต้องสำรองค่าใช้จ่ายก่อนรับเงิน เพราะลักษณะของสินเชื่อประเภทนี้ถูกออกแบบให้เดินคู่กับแผนระยะกลาง–ยาว และช่วยให้ผู้ประกอบการบริหารต้นทุนได้คาดการณ์ง่ายขึ้น
ในทางกลับกัน หากธุรกิจต้องการเงินเพื่อ “อุดรูรั่ว” แบบไม่มีสาเหตุเชิงโครงสร้าง (เช่น กำไรไม่พอชำระหนี้เดิม ยอดขายตกยาว) การผูกทรัพย์อาจทำให้เสี่ยงมากขึ้น เพราะเมื่อรายได้ไม่ฟื้นตามแผน ภาระผ่อนจะกดสภาพคล่องและทำให้การผิดนัดมีต้นทุนสูงกว่าเดิม
สัญญาณว่าธุรกิจของคุณเข้าข่าย “เหมาะ”
-
มีเป้าหมายใช้เงินทุนที่วัดผลได้ (เพิ่มกำลังผลิต/ลดต้นทุน/เพิ่มรอบการขาย/ขยายพื้นที่บริการ)
-
มีงานในมือ สัญญา หรือคำสั่งซื้อที่รองรับการเติบโต
-
ประเมินแล้วว่าเงินก้อนจะทำให้กระแสเงินสดดีขึ้น ไม่ใช่แค่ “พอหายใจ” ชั่วคราว
2) ธุรกิจที่มีทรัพย์สินและเอกสารสิทธิ “พร้อมจริง” ไม่ใช่แค่มีทรัพย์แต่ยังจัดการไม่จบ
เหตุผลที่สินเชื่อแบบมีหลักประกันให้วงเงินได้มากขึ้นและต้นทุนดอกเบี้ยคุมได้ คือผู้ให้กู้มองเห็นความเสี่ยงที่ต่ำลงจากทรัพย์ค้ำ แต่เงื่อนไขสำคัญคือทรัพย์ต้อง “ตีมูลค่าได้ชัด” และ “กรรมสิทธิ์ถูกต้อง เอกสารครบ”
ในเชิงปฏิบัติ ธุรกิจที่เหมาะจึงมักเป็นกิจการที่มีโครงสร้างทรัพย์สินชัด เช่น มีที่ดิน/อาคาร/โกดัง/สำนักงานเป็นของตนเอง หรือมีเครื่องจักรที่ตรวจสอบได้ (มีใบซื้อขาย รุ่น ซีเรียล และประวัติการดูแล) เพราะทำให้ขั้นตอนประเมินทรัพย์และการพิจารณาเดินหน้าได้ต่อเนื่อง ไม่สะดุดกลางทางด้วยปัญหาเอกสาร
สัญญาณว่าทรัพย์ “พร้อม” สำหรับการเป็นหลักประกัน
-
เอกสารสิทธิครบถ้วนและชื่อผู้ถือครองชัดเจน
-
ไม่มีภาระผูกพันซ้อนที่ทำให้วงเงินถูกลดทอนมาก (เช่น จำนองเดิมคงเหลือสูง)
-
มีข้อมูลที่ช่วยให้ผู้ให้กู้ประเมินมูลค่าได้เร็ว (ตำแหน่งทรัพย์ รายละเอียดการใช้งาน สภาพทรัพย์)
3) ธุรกิจที่ต้องการ “ต้นทุนการเงินเสถียร” และยอมผ่อนตามแผนได้จริง
หัวใจอีกข้อของคำว่าเหมาะ คือผู้ประกอบการต้องต้องการต้นทุนทางการเงินที่เสถียร และพร้อมผ่อนตามแผนระยะกลาง–ยาว
ธุรกิจที่มีกระแสเงินสดคาดการณ์ได้ (เช่น รายได้สม่ำเสมอ มีฤดูกาลแต่พยากรณ์ได้ มีรอบเก็บเงินชัด) มักใช้สินเชื่อแบบมีหลักประกันได้คุ้มกว่า เพราะสามารถ “จัดตารางผ่อน” ให้สัมพันธ์กับรอบเงินเข้า–ออก ลดความเสี่ยงจ่ายดอกเบี้ยโดยไม่เกิดรายได้รองรับ
ประเด็นนี้ยิ่งสำคัญในบริบทปี 2569 ที่ระบบการเงินเน้นการปล่อยสินเชื่ออย่างรับผิดชอบ และสถาบันการเงินให้ความสำคัญกับความสามารถชำระหนี้มากขึ้น ขณะเดียวกัน อัตราดอกเบี้ยนโยบายยังเป็นตัวแปรที่ผู้ประกอบการควรติดตามเพื่อคุมต้นทุนการเงินในภาพรวม
ดังนั้น ธุรกิจที่ “เหมาะ” มักเป็นธุรกิจที่ไม่เพียงอยากได้วงเงินสูง แต่ยังพร้อมทำงบกระแสเงินสด (cash flow) และวางแผนรับมือช่วงรายได้แกว่งได้ด้วย
4) ธุรกิจที่ “ต้องการวงเงินสัมพันธ์กับทรัพย์” เพื่อไปต่อให้ไกลกว่าเงินหมุนระยะสั้น
อีกข้อที่บทความหลักชี้ไว้คือ ผู้ประกอบการที่ต้องการ “ดอกเบี้ยต่ำกว่า” และ “วงเงินสัมพันธ์กับทรัพย์”
คำนี้ตีความได้ง่ายว่า ถ้าธุรกิจมีทรัพย์ที่มูลค่าสูงและพร้อมค้ำ การใช้สินเชื่อแบบมีหลักประกันมักให้เพดานวงเงินที่รองรับการขยายกิจการจริง มากกว่าการพยายามอาศัยสินเชื่อหมุนระยะสั้นหลายก้อนจนต้นทุนรวมสูงและบริหารยาก
ตัวอย่างที่มักเข้าเกณฑ์เหมาะ (ในเชิงโมเดลธุรกิจ)
-
ภาคการผลิต/โรงงาน: ต้องลงทุนเครื่องจักร ปรับไลน์ผลิต รับออเดอร์ใหญ่
-
ค้าส่ง–กระจายสินค้า: ต้องใช้เงินก้อนเพิ่มความสามารถสต็อก/คลัง/ระบบขนส่ง (และต้องคุมรอบเงินให้ดี)
-
ก่อสร้าง/รับเหมา/งานโครงการ: ต้องสำรองค่าแรง–วัสดุ และต้องการวงเงินที่พอ “ยืนระยะ” ตลอดโครงการ
-
โลจิสติกส์/คลังสินค้า: มักมีทรัพย์ใช้งานจริง (พื้นที่/อุปกรณ์/ยานพาหนะ) และรายได้เป็นสัญญารายเดือนหรือรายเที่ยวที่ประเมินได้
-
บริการที่มีฐานรายได้มั่นคง + มีอสังหาฯ เป็นของตนเอง: เช่น คลินิก โรงเรียนกวดวิชา สถาบันฝึกอบรม ที่มีรายได้คาดการณ์ได้และทรัพย์พร้อมค้ำ
5) ทำไม “ปี 2569” ธุรกิจที่จัดโครงสร้างดีจะยิ่งได้เปรียบ
ปลายปี 2568 ต่อเนื่องถึงปี 2569 หน่วยงานรัฐและภาคการเงินเดินหน้าโครงการ “SMEs Credit Boost” เพื่อช่วยแชร์ความเสี่ยงด้านเครดิตและเพิ่มโอกาสเข้าถึงแหล่งทุน โดยระบุว่าตั้งเป้าช่วยให้เกิดสินเชื่อปล่อยใหม่เพิ่มเติม และเริ่มดำเนินการตั้งแต่ 15 มกราคม 2569
แม้โครงการนี้ไม่ใช่ “สินเชื่อมีหลักประกัน” โดยตรงทั้งหมด แต่สะท้อนภาพเดียวกันคือ สถาบันการเงินต้องการเห็นธุรกิจที่มีศักยภาพและมีแผนยกระดับความสามารถแข่งขันชัดเจน
ในมุมวิเคราะห์ ผู้ประกอบการที่ทำให้ “เรื่องทรัพย์” และ “เรื่องกระแสเงินสด” อ่านง่ายตั้งแต่ต้น จะได้เปรียบอย่างมาก เพราะทำให้ธนาคารตัดสินใจบนข้อมูลได้เร็วขึ้น ไม่ต้องย้อนถามเอกสารหลายรอบ โดยเฉพาะธุรกิจที่ต้องการเงินทุนก้อนใหญ่และต้องการรักษาความต่อเนื่องของการผลิต/การรับงาน
6) เช็กลิสต์สั้น ๆ: ถ้าตอบ “ใช่” หลายข้อ คุณน่าจะเหมาะกับสินเชื่อแบบมีหลักประกัน
เพื่อสรุปให้ใช้งานได้ทันที ลองเช็กตัวเองแบบรวบรัด (เชิงเกณฑ์ ไม่ยึดติดชื่อธนาคาร)
-
คุณต้องการ เงินทุน ก้อนใหญ่เพื่อขยายกิจการ/ลงทุน/ปรับปรุงสถานที่ มากกว่าการหมุนสั้นแก้เฉพาะหน้า
-
คุณมีทรัพย์ที่ตีมูลค่าได้ และเอกสารพร้อม (กรรมสิทธิ์ชัด เอกสารครบ)
-
คุณอยากได้ต้นทุนการเงินที่เสถียร และวางแผนผ่อนระยะกลาง–ยาวได้จริง
-
ธุรกิจของคุณมีรายได้และกระแสเงินสดที่พอคาดการณ์ได้ (แม้มีฤดูกาล แต่บริหารได้)
-
คุณต้องการ “ดอกเบี้ยต่ำกว่า” และยอมแลกด้วยการผูกทรัพย์เพื่อให้ได้วงเงินสัมพันธ์กับทรัพย์
หากคุณตอบ “ใช่” ได้หลายข้อ สินเชื่อแบบมีหลักประกันมักเป็นหนึ่งในคำตอบที่เหมาะกับการทำให้ธุรกิจโตแบบไม่สะดุด—โดยเฉพาะเมื่อเป้าหมายของคุณคือขยายกำลังผลิต ซื้อเครื่องจักร รีโนเวต หรือเสริมเงินทุนหมุนเวียนระยะยาวให้มั่นคง
|